LOVE HORMONE มากกว่าคำว่ารัก

LOVE HORMONE มากกว่าคำว่ารัก

คำว่า “ความรัก : LOVE” เป็นคำสั้นๆที่อยู่คู่กับมนุษย์มายาวนาน ทุกๆคนต้องมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรัก ในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น รักแฟน รักแรกพบ รักเค้าข้างเดียว รักเล่นๆ รักจริงหวังแต่ง คำถามที่น่าสนใจคือแล้วไอ้คำว่าความรักเนี่ยมันเป็นยังไงกันแน่ ทำไมเราเจอคนบางคนที่เราชอบแล้วถึงใจสั่น ประหม่า พูดผิดพูดถูก หรือทำไมคู่แต่งงานหลายต่อหลายคู่ที่อยู่ด้วยกันมานานแต่ก็ยังรักกันหวานชื่น จริงๆแล้วมีความลับอะไรซ่อนอยู่ในคำง่ายๆคำนี้ “LOVE”

 

            นพ.สุริยา ธีรธรรมากุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่าในทางการแพทย์นั้น ได้มีความพยายามในการหาคำอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์เมื่อเกิดความรัก จนได้พบว่าในร่างกายมีฮอร์โมนหลายต่อหลายตัวทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบในแต่ละขั้นตอนของความรัก ไม่ว่าจะเป็นอะดรีนาลีน (Adrenalin) ทำให้ใจเต้นเร็ว หน้าแดง ฮอร์โมนเพศทั้ง เทสโทสเทอโรนและเอสโตรเจน (Testosterone & Estrogen) ทำให้เกิดตัณหาและความอยาก ฮอร์โมนซีโรโตนีน (Serotonin) ทำให้เกิดอารมณ์ซึม เศร้า เหงา แต่ฮอร์โมนที่ถือเป็นพระเอกของความรักจนได้ชื่อว่า LOVE HORMONE นั้นต้องยกให้กับ ออกซิโตซิน (Oxytocin) เนื่องจากฮอร์โมนตัวอื่นๆนั้นทำหน้าที่ในช่วงแรกๆที่เรามีอาการเพ้อ ฝัน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ละเมอถึงคนที่เรารัก แต่ฮอร์โมนที่ทำให้เราเกิดความผูกพัน อยากอยู่ร่วมกับคนรักและสร้างครอบครัวนั้น มาจากผลของออกซิโตซิน

           ออกซิโตซิน (Oxytocin) คือฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมอง หน้าที่หลักๆที่รู้กันอย่างแพร่หลายคือ มันเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับการคลอดลูกและให้นมบุตร นอกจากนี้ยังทำให้เกิดสายใยผูกพันที่ยิ่งใหญ่ของแม่และลูก แต่ยังมีความลับที่สำคัญของออกซิโตซินคือมันเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความผูกพันกับคนอื่นด้วยเช่นเดียวกัน การกอด สัมผัสมือหรือการมีเซ็กส์จะทำให้สมองหลั่งออกซิโตซินมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ เราจะรู้สึกผูกพัน รัก เข้าอกเข้าใจคู่ชีวิตมากขึ้น มีความรักเดียวใจเดียว ด้วยเหตุนี้ ออกซิโตซิน จึงได้รับเกียรติให้มีชื่อเล่นมากมายว่า LOVE HORMONE, HUG HORMONE หรือ TRUST HORMONE.

            นอกจากนี้ การที่ร่างกายเราหลั่ง Love hormone ออกมายังทำให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นการลดความเครียด มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมีความโรแมนติกมากขึ้นด้วย

            ยังมีฮอร์โมนที่ออกฤทธิคล้ายคลึงกับ ออกซิโตซิน ด้วยได้แก่ เอนดอร์ฟิน (Endorphin) หรือ ฮอร์โมนแห่งความสุข : HAPPY HORMONE 

            เอนดอร์ฟิน นั้นเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมองเช่นกัน  และยังเป็นฮอร์โมนที่ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เหมือนฮอร์โมนชนิดอื่น ต้องให้ร่างกายสร้างและหลั่งสารนี้เอง โดยเอนดอร์ฟินจะทำให้ร่างกายเกิดความสุข ความผ่อนคลาย ลดความเครียด ลดอาการปวด ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ชะลอความเสื่อมของร่างกาย ดังนั้นเมื่อเรามีความรัก จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งทั้งฮอร์โมนออกซิโตซินและ เอนดอร์ฟินออกมา ทำให้เกิดความสุขนั่นเอง

 

 

 จะคงความฟิตไว้อย่างไรเมื่อเกิดการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

ปัญหาที่นักกีฬาหลายคนวิตกกังวล เมื่อมีการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา คือ หากต้องหยุดพักเป็นเวลานาน  เมื่อกลับมาเล่นอีกครั้ง  ต้องมาเริ่มต้นสร้างความฟิตใหม่ บางคนอาจพาลหมดสนุก และไม่อยากเล่นกีฬาอีกเลย  ปกติแล้วเมื่อเกิดการบาดเจ็บ คำแนะนำแรกที่จะได้รับคือ ให้หยุดพัก เพื่อให้ส่วนที่บาดเจ็บได้รับการพักฟื้น  เมื่อหยุดพักไปนานๆ โดยไม่ได้ ออกกำลังกายเลย  จะทำให้ความฟิต ความทนทานของหัวใจ ปอด ต่อการออกกำลังกาย (Cardiovascular fitness) ลดลง  ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลามากขึ้นเพื่อที่จะกลับมาเล่นกีฬาได้เหมือนเดิม ทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งที่จะช่วยคงความฟิตของเราไว้ได้ คือ การพักโดยการออกกำลังกายส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องไว้ก่อน เช่น นักวิ่งเมื่อเกิดการบาดเจ็บบริเวณขา ก็ออกกำลังกายโดยใช้แขนแทน  มีจักรยานที่ปั่นด้วยการใช้แขน เรียกว่า Arm Ergometer  ก็สามารถออกกำลังแขนโดยปั่นให้ได้ระดับชีพจรที่เหมาะสม  เพื่อคงสภาพความทนทาน  ระบบไหลเวียน/ปอด ให้ไกล้เคียงเดิม เมื่ออาการบาดเจ็บดีขึ้นก็สามารถกลับไปวิ่งหรือออกกำลังกายได้โดยไม่เหนื่อยง่าย ไม่ต้องเสียเวลาสร้างและฟื้นฟูสภาพยาวนานเกินไป  ในระหว่างการฟื้นฟูก็สามารถใช้อุปกรณ์ประคองต่างๆ ได้ เช่น ที่ประคองเข่า ข้อเท้า ประคองส่วนที่บาดเจ็บและยังไม่แข็งแรงได้ นอกจากนี้ ยังสามารถออกกำลังกายที่ลดแรงกระทำต่อบริเวณที่บาดเจ็บ ด้วยการออกกำลังกายในน้ำ ว่ายน้ำ หรือบางคนไม่ชอบว่ายน้ำ หรือว่ายน้ำไม่เป็น ปัจจุบันก็มีทางเลือกในการออกกำลังกายในน้ำมากขึ้น ทั้งธาราบำบัด (Hydrotherapy)การออกกำลังกายด้วยลู่วิ่งในน้ำ (Aquatic treadmill) หรือปั่นจักรยานในน้ำ(Aquatic bike) ซึ่งก็เป็นตัวเลือกที่ดีให้กับนักกีฬาเพื่อช่วยฟื้นฟูให้กลับมาออกกำลังกาย และเล่นกีฬาได้โดยเร็วที่สุด

 

บทความโดย นพ.ประวิทย์ จำรูญธเนศกุล